ทัพเรือภาคที่ 3 เตรียมเคลื่อนย้ายบ้านลอยน้ำเข้าฝั่ง เอาผิดต่างชาติลุกล้ำอธิปไตย

ทัพเรือภาคที่ 3 เตรียมเคลื่อนย้ายบ้านลอยน้ำเข้าฝั่ง เอาผิดต่างชาติลุกล้ำอธิปไตย

วันนี้ (17 เม.ย.) ที่กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 พลเรือโทสิทธิพร มาศเกษม ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เขต 3 (ศรชล เขต 3 ) พร้อมด้วย นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายวิวัธน์ ชิดเชิดวงศ์ เจ้าท่าภูมิภาค สาขาภูเก็ต และตัวแทนตำรวจน้ำภูเก็ต ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินคดีกับชาวต่างชาติและภรรยาคนไทย ที่ได้นำสิ่งก่อสร้างเทียมที่มีลักษณะคล้ายที่พักอาศัย ไปติดตั้งไว้ในทะเลใกล้ๆ กับเกาะภูเก็ต ห่างจากเกาะราชาใหญ่ 21 ไมล์ทะเล โดยมีการโฆษณาชักชวนผ่านทางเว็ปไชด์ของโอเรียนบิลเดอร์ ของกลุ่ม Seasteading เชิญชวนกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดในการก่อตั้งรัฐอิสระ หรือ ปกครองตนเอง มาซื้อสิ่งก่อสร้างเทียมดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2562 ที่ผ่านมา ภายหลังประชุมร่วมกับหน่วยงานใน ศร.ชล เขต 3 ถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีการเอาผิดกับชาวต่างชาติและภรรยาคนไทยรายดังกล่า

พลเรือโทสิทธิพร กล่าวว่า จากกรณีที่คนต่างชาติและภรรยาคนไทย 

ได้นำสิ่งปลูกสร้างเทียมมาติดตั้งในทะเลทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะราชาใหญ่ประมาณ 12 ไมล์ทะเล ทางทัพเรือภาคที 3 และหน่วยงานใน ศรชล เขต 3 ได้ดำเนินการตรวจสอบในจุดที่มีการติดตั้งสิ่งปลูกสร้างเทียม เมื่อวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา และได้แจ้งความดำเนินคดีกับคนต่างชาติและภรรยาคนไทยไปแล้ว ที่ สภ.วิชิต โดยตั้งข้อหากล่าวโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 ซึ่งสิ่งก่อสร้างเทียมดังกล่าวทำให้เอกราชของประเทศไทยเสื่อมเสีย เป็นการละเมิดสิทธิอธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งมีเอกสารหลักฐานที่สามารถเอาผิดได้ จากการโฆษณาชักชวนผ่านทางโซเชียลให้บุคคลอื่นมาอยู่อาศัย ถือว่าเป็นการรบกวนอธิปไตยของไทยและมีผลต่อความมั่นคง

ผอ.ศรชล เขต 3 ระบุต่อว่า สำหรับสิ่งก่อสร้างเทียมที่อยู่ในทะเลเขตต่อเนื่องนั้น จากการหารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ใน ศรชล.เขต 3 รวมไปถึงทางจังหวัดภูเก็ต ได้มีการเตรียมความพร้อมในการที่จะเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้างเทียมมายังชายฝั่ง เนื่องจากสิ่งก่อสร้างเทียมชิ้นดังกล่าวเป็นวัตถุพยานชิ้นสำคัญที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายกับคนต่างชาติและภรรยาคนไทย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้เร็วๆนี้ รวมถึงหากปล่อยไว้ในทะเล จะกระทบต่อการเดินเรือ ทั้งเรือประมง เรือท่องเที่ยว และเรือสินค้าอีกด้วย

ขณะที่ นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นทราบว่า ชาวต่างชาติคนที่เข้ามาดำเนินการสิ่งก่อสร้างเทียมในทะเลต่อเนื่องของไทยนั้น เป็นคนสัญชาติอเมริกัน และภรรยาเป็นคนไทย เป็นคนมาจากต่างจังหวัด ไม่ใช่คนภูเก็ต โดยเข้าเมืองมาเมื่อเดือน พ.ย.2561 มีบ้านพักอยู่ที่ตำบลราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต และก่อนหน้านี้เคยคิดที่จะดำเนินการประกาศเป็นรัฐอิสระ ปกครองตนเอง ในต่างประเทศมาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศนั้น จึงได้ถอนตัวและมีดำเนินการในทะเลใกล้ๆเกาะภูเก็ตในขณะนี้ โดยใช้ช่องว่างของกฎหมายในการดำเนินการในทะเลต่อเนื่องของไทยที่ภูเก็ต และจากการสืบสวนยังทราบอีกว่า สองสามีภรรยาคู่นี้ทำธุรกิจบิทคอยน์

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความคืบหน้าการตรจสอบในด้านอื่นๆนั้น ขณนี้ทาง ตม.ได้มีการถอนวีซ่าของชาวต่างชาติรายดังกล่าวไปแล้ว ขึ้นแบล็กลิตส์ไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้ตลอดชีวิต รวมไปถึงการตรวจสอบในเรื่องของความสัมพันธ์กับคนไทยในการว่าจ้างก่อสร้างสิ่งก่อสร้างเทียมว่าโรงงานดังกล่าวมีใบอนุญาตหรือไม่ มีการจดทะเบียนพาณิชย์ถือไม่เพราะมีการโฆษณาชักชวนให้ซื้อสิ่งก่อสร้างเทียมดังกล่าว ตลอดจนกฎหมายศุลากรในการขนสินค้าในเขตทะเลต่อเนื่อง

เด็กชายอายุ 13 แอบขี่รนถจักรยานยนต์พ่อ ชนเก๋งติดใต้ท้องถูกลากไถจนเสียชีวิต

วันที่ 18 เม.ย. รายการเช้านี้ที่หมอชิต รายงานอุบัติเหตุเด็กชายอายุ 13 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ชนกับรถเก๋งก่อนที่ร่างของเด็กชายไถลไปติดอยู่ใต้ท้องรถ ถูกลากไถกับพื้นถนนจนเสียชีวิต ณ ถนนสายลพบุรี-วังม่วง ทางหลวงหมายเลข 3017 หมู่ที่ 6 ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมืองลพบุรี

ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์สภาพพังยับเยิน ชิ้นส่วนแตกกระจายเกลื่อนพื้น พบรถเก๋งสีขาวจอดอยู่สภาพด้านหน้าถูกชนจนยุบ ใต้ท้องรถมีร่างเด็กชายชั้น ม.1 อายุ 13 ปี เสียชีวิตติดอยู่ นางสาววิไล เสมอเหมือน อายุ 28 ปี คนขับรถเก๋ง เธอเล่าว่า กำลังขับรถพาพ่อไปโรงพยาบาล เห็นเด็กชายขี่รถจักรยานยนต์สวนมาด้วยอาการส่ายไปมาแล้วพุ่งเข้ามาชนอย่างแรง ลูกสาวพยายามเหยียบเบรกแต่รถไถลไปประมาณ 10 เมตร แต่ตำรวจ ระบุว่า คำให้การของคนขับรถเก๋งขัดแย้งกับร่องรอยการชน ที่รถอยู่ในเลนขวาคล้ายแซงแต่ไม่พ้น ซึ่งจะต้องตรวจสอบพยานหลักฐานและสอบปากคำทั้งคนขับรถเก๋งและผู้เห็นเหตุการณ์ต่อไป

ด้านนายพรศักดิ์ เขียวมณี อายุ 32 ปี พ่อของผู้เสียชีวิต บอกว่าลูกชายแอบขี่รถออกมาโดยที่เขาไม่รู้ ตอนแรกคิดว่าเอารถไปล้าง แต่มารู้อีกทีตอนที่ตำรวจโทรศัพท์ไปบอก

จะทำการปิดการจราจรเมื่อขบวนผ่าน สำหรับเส้นทางใดที่ขบวนยังไม่ผ่าน หรือเส้นทางใด ที่ขบวนผ่านไปแล้ว และไม่เป็นการกระทบต่อขบวน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพิจารณาเปิดการจราจรเป็นช่วง ๆ ไป เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกการจราจรให้กับประชาชนโดยเร็ว เพื่อให้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการจราจรน้อยที่สุด

กองบัญชาการตำรวจนครบาล จึงขอแจ้งประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ได้ทราบ เพื่อเตรียมความพร้อมวางแผนในการเดินทาง และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) หมายเลข โทรศัพท์ 1197 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ WWW.TRAFFICPOLICE.GO.TH

credit : lesalternatifsdefranchecomte.com lescreasdefanfan.com universduflow.com divasdelblues.com